35.day after day

ช่วงหลังๆมานี้ ส่วนใหญ่จะถ่ายได้แต่รูปลูกสาว
รุปลูกชายนี่ ถ่ายได้บ้าง ชัดบ้าง เบลอบ้าง(ก็ลบทิ้ง) แล้วแต่สถานการณ์
เพราะคุณลูกชาย ไม่ค่อยยอมให้ถ่ายได้ง่ายๆ
อยู่ที่ความสามารถของแม่ว่าจะกดชัตเตอร์ทันรึเปล่าแค่นั้น
แต่ถ้าตอนไหนเค้าอารมณ์ดี หรือแม่หลอกว่าถ่ายรูปเสร็จ แล้วเดี๋ยวให้ดู
เค้าก้จะเก็กหน้าหล่อรอไว้ พอถ่ายปุ๊บก็จะขอดุที่มอนิเตอร์กล้อง
ถ้าเค้าเห็นรูปหน้าตลกๆของเค้า ปากเบี้ยวบ้าง ตาเหล่บ้าง
เค้าจะให้แม่ถ่ายอีก และก็ทำหน้าตาเหมือนรูปเมื่อกี้นี้แหละ
แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยยอมง่ายๆหรอก
คิดอัตราส่วนระหว่า รูปลูกชายกับลูกของลูกสาวแล้ว
เท่าที่มี น่าจะประมาณ 1:10
คือมีรูปลูกสาวเป็นร้อย แต่รูปลูกชาย ไม่ถึงสิบ ว่างั้น
แต่ตอนนี้ก็เริ่มถ่ายรูกลูกสาวยากขึ้นมากแล้ว
เพราะคุณเธอเห้นกล้องเมื่อไหร่ เป็นต้องคลานเค้าหา
เพื่อมาคว้ากล้อง มาจับเลนส์ หรือคลานเข้ามาหาแม่
ซึ่งถ้าไม่ใช้แฟลช ภาพก็จะเบลอมากๆ จับโฟกัสไม่ได้
แต่บางทีใช้แฟลช แต่ชัตเตอร์ก็เร็วไม่เท่าคุณลูกสาว
คุณเธอคลานเข้ามา หัวเหม่งติดกล้องแล้ว
กดชัตเตอร์ปุ๊บ แฟลชส่อง เข้าเหม่งจ๋าย ของลุกสาว เต้มจอเลย

เมื่อวานเล่าเรื่องลูกชายไปแล้ว
อย่างที่เล่า ว่าเค้างอแง แต่จะเป็นแค่ตอนอยุ่บ้าน หรือในรถ ยังไม่เคยแผลงฤทธิ์ตามที่ชุมชนหรือแหล่งช๊อปปิ้งเลย
แค่นี้ก็ถือว่าลูกเป็นเด็กน่ารัก และเป็นเด็กดีแล้วหล่ะ
เพราะเวลาอยุ่ข้างนอก เค้าจะตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ จนลืมงอแง

ส่วนเรื่องอยากได้ของเล่น เค้าก็ไม่เคยงอแงอยากได้แบบต้องกองลงไปดิ้นกับพื้นนะ
อันไหนเค้าอยากได้จริงๆ เค้าก็คว้าเอามาถือไว้แบบไม่ปรึกษาใคร
แต่นานๆถึงจะมีแบบถูกใจจริงๆซักอันนึง
เพราะส่วนใหญ่เวลาไปเดินดูของเล่น เค้าชอบไปจับๆกดๆ ปุ่มเพื่อฟังเพลง ฟังดนตรีจากของเล่น (ส่วนใหญ่จะเป็นของเบบี้ซะมากกว่า)
กับพวกที่กดปุ่มแล้วเคลื่อนไหว (สำหรับเด็กโตมาหน่อย) แต่แค่ที่ในร้านแหละ
เพราะเค้าไม่ค่อยได้สนใจเป็นจริงเป็นจัง

และอย่างที่เล่าว่าเค้างอแงที่บ้าน เหมือนที่พี่จิว่าแหละค่ะ เค้าคงเหนื่อยด้วย หิวด้วย
เพราะส่วนใหญจะเป็นช่วงเย็นๆแล้ว บางทีกินมื้อเย้นเสร็จ นั่งเล่น นั่งดูการ์ตูนอยุ่เงียบๆ เค้าก็หลับไปเลยก็มี แต่นานๆจะเป็นที
เพราะส่วนใหญ่ ตาจะสว่างถึงสองทุ่มครึ่งค่ะ จะเริ่มอาการ อยากขึ้นไปข้างบนแล้ว
แต่กว่าจะจัดการอาบน้ำ(บางคืน) จับใส่ชุดนอน(เล่นตัวประจำ) ต้องตามลากตามจับกัน กว่าเสร็จ ก็ปาไปครึ่งคืน(เว่อร์) เหนื่อยกันพอดี

ส่วนคุณลูกสาว ตอนนี้ก็รุ้เรื่องมากขึ้นแล้ว
บางอย่างก็เลียนแบบพฤติกรรมจากพี่ชายก็มี รู้จักหวงของเป็นแล้วด้วย
อย่างเวลาเล่นของเล่นของพี่ชายอยู่ พี่ชายเห็นเข้า ก็เค้ามาจะเอาคืน โดยการแลกกับของเล่นชิ้นอื่น ที่เป็นของเบบี้ ของแมรี่เอง(ยัยคนนี้ไม่ค่อยชอบเล่นของเล่นเด็กผู้หญิงหรอกค่ะ มีตุ๊กตากี่ตัวๆยื่นให้ ไม่เล่นซักอย่าง แต่ไปเล่นของเล่นของพี่ชายแทน)
พอพี่ชายแย่งไป ก็ร้องซิค่ะ
พอหลายๆครั้งเข้า เริ่มรู้แกว เล่นๆอยู่ พอเห็นพี่ชายจ้องจะเข้ามาแย่งคืน
คุณเธอมองพี่ชาย แล้วกำของคลานหนีเลยค่ะ พี่ชายก็วิ่งตาม
และก็ยื้อแย่งกัน ไม่ยอมปล่อยให้พี่ชายง่ายๆ
แต่สุดท้ายพี่ชายก็ได้ไปตามกำลังที่มี แต่ไม่มีเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายน้องนะคะ
และหวังว่าต่อไปก็คงไม่มีการเตะต่อยตบตีกันเรื่องแย่งของเล่นนะคะ
แต่ตอนนี้ก็ยังใช้มุขเดิมกับไมกี้ เรื่องแกล้งน้อง แอบเอาของเล่นตีน้อง
แม่บอกว่าถ้าทำอีก จะเอาของเล่นทิ้ง เค้าก็หยุด และพฤติกรรมนี้ก็ค่อยๆหายไปหล่ะ
คือ ถ้าหนักหนาสาหัสจริงๆ คงต้องเอาทิ้งให้ดูจริงๆเหมือนกัน
แต่ตอนนี้ยังคุยกันรู้เรื่อง ยังเชื่อแม่อยู่บ้าง
อีกอย่าง คงกลัวแม่โกรธ เพราะเวลาแม่ของขึ้นนี่ ได้เจ็บตัวกันเสมอๆค่ะ

นอกจากเรื่องหวงของเล่นเป็นแล้ว
อีกพฤติกรรมนึงของแมรี่คือ การตามกลิ่นอาหารค่ะ
ที่เคยเล่าว่า เวลาพี่ชายกินอะไรซักอย่าง มีจานวางอยู่ที่โต๊ะ
แมรี่จะตามมาเกาะที่โต๊ะแล้ว พี่ชายก็เลื่อนจานหนีไปอีกมุม เค้าก็เดินเกาะโต๊ะไปที่มุมนั้น
แต่ตอนนี้ เค้ารอทีเผลอ ไม่มีคนที่โต๊ะ เค้าก็จะค่อยคลานไปเกาะที่โต๊ะเงียบๆ
ซักพักก็เริ่มส่งเสียง ประมาณว่าดีใจ มีความสุข
แม่หันไปเห็นเข้า ก็จะส่งสายตามาบอกว่า หนูพร้อมจะขย่ำ แล้วนะคะแม่
พร้อมกับยื่นมือออกไป จะคว้าแล้ว
แม่ก็ต้องเรียก แมรี่!!! แล้วต้องรีบไปหยิบจานมาเก็บ
เค้าก็จะมองแบบตาละห้อยเลย คิดในใจ แหม ไม่น่าส่งเสียงดีใจ เลยเรา
อิอิ

อ้อ ตอนนี้ แมรี่จะเปลี่ยนนามสกุลแล้วนะคะ
เพราะเวลาแม่เห็นแมรี่กำลังทำอะไรที่เป็นของต้องห้าม แม่เรียก "แมรี่" เฉยๆ เค้าจะหยุดหามามองหน่อยนึง แล้วหันกลับไปจะทำต่อ
แม่ต้องเรียก "แมรี่!!! หยุด!!!" คุณเธอถึงจะหยุด แล้วคลานกลับมาหาแม่ค่ะ
เรียกบ่อยๆเค้า คุณลูกสาวคงเข้าใจว่าตัวเอง ชื่อ แมรี่ นามสกุล "หยุด" แน่ๆเลย

เมื่อคราวก่อน ก่อนหน้าวันพ่อ
ที่เรากลับไปบ้านย่า มีเรื่องตลกเกิดขึ้นหล่ะ
ย่าเล่าว่า ปู่เค้าออกแบบอพาร์ทเม้นท์หลังนึง เมื่อ 40 ปีที่แล้ว และเจ้าของก็สร้างเสร็จและเปิดใช้มาร่วม 40 ปีแล้วเหมือนกัน
ทีนี้ปู่ได้ข่าวจากเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ว่า มีผู้หญิงคนนึง เดินตกบันไดที่นั่น(แล้วคงจะไปฟ้องเอากับเจ้าของ เจ้าของเลยบอกว่า เค้าไม่เกี่ยว เลยให้มาเอาเรื่องกับคนออกแบบ) ผู้คนนั้นเลยจะฟ้องร้องต่อศาล ว่าพ่อจิม เป็นออกแบบบันไดตึกนั้น ทำให้เค้าเดินตกบันได
(ซึ่งเรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเค้าเดินตกบันไดเมื่อไหร่ บาดเจ็บมากน้อยแค่ไหน และเป็นผู้หญิงอายุเท่าไหร่ (แต่อิชั้นเดาว่า น่าจะเลย 50 ปีไปแล้ว))
ตอนนี้ก็รอดูอยู่ว่าเค้าจะเอายังงัย ซึ่งทนายฝ่ายนั้น ก็คงเป็นเพื่อนกัน ถึงยอมทำคดี(ปัญญาอ่อน...)อย่างนี้ให้
ไม่รู้ซิค่ะ อิชั้นก็ไม่ค่อยรู้เรื่องการเรียกร้องสิทธิ์ของอเมริกันชนซะด้วยซิ เลยไม่รู้ว่า เรื่องแบบนี้ มันเป็นเคส ปัญญาอ่อนรึเปล่า
หรือเพราะเศรษฐกิจกำลังแย่ คนกำลังขัดสนเรื่องเงินทอง เลยจะหาทางทำทุกวิถีทาง เพื่อเรียกร้องให้จ่ายค่าเสียหายให้ตัวเอง ด้วยวิธีง่ายๆ แค่เดินตกบันได ได้แผลนิดหน่อย ก็ได้เงินใช้แล้ว
ถ้าได้กันง่ายๆอย่างนี้ อิชั้นใส่ส้นสูงเดิน แล้วเท้าพลิกขึ้นมา อิชั้นจะฟ้องร้องกับคนทำถนน หรือ เจ้าของยี่ห้อร้องเท้าดีค่ะ

Posted on Fri 20 Jun 2008 3:22 |
|